Monthly Archives: October 2013

ญี่ปุ่นทำอย่างไร ให้ประชาชนสนับสนุนการมีทหาร

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นมีความมั่นใจตัวเองถึงขีดสุด บุกไปถล่ม ฐานทัพเรือของสหรัฐอเมริกาถึงเพิร์ล ฮาร์เบอร์ ประกาศสงครามมหาเอเชีย บูรพา ซ่าไปทั่วเลย กวาดต้อนเชลยประเทศไหนต่อประเทศไหนจากทั่วโลก มาเป็นทาสแรงงาน (อ่านบล็อกเรื่องนี้ก่อนหน้านี้ คลิก)   สหรัฐอเมริกาก็เริ่มตั้งตัวเป็นพี่ใหญ่ของโลกจากงานนี้แหละครับ หลังจากขู่เยอรมัน ให้สงบศึกด้วยคำขู่ว่าจะโดนอาวุธนิวเคลียร์ เยอรมันก็ยอมโดนดี สหรัฐอเมริกา ก็หันมาทางญี่ปุ่น บอกให้ยุติสงครามเสีย ญี่ปุ่นไม่ฟัง สหรัฐอเมริกาเลยแสดง แสนยานุภาพไปสองเมือง   สงครามก็จึงยุติลงได้ สหรัฐอเมริกาเข้าจัดการประเทศญี่ปุ่นด้วยการบังคับให้รัฐธรรมนูญ กำหนดห้ามมีทหาร หากมีการส่งทหารออกนอกประเทศถือเป็นการผิดกฏหมาย สิ่งที่ญี่ปุ่นจะมีได้คือ “กองกำลังป้องกันตนเอง” หรือที่เรียกว่า “Self Defense Force”   กองกำลังพวกนี้ก็เก่งครับ แต่ ออกไปรบนอกประเทศไม่ได้นอกจากภาระกิจที่ได้รับง การร้องขอจากสหประชาชาติ เช่นเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง   นาย ชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีสายเหยี่ยวผู้นี้ มีความคิดมานานแล้วว่า ถึงเวลา แล้วที่รัฐธรรมนูญข้อนี้จะต้องเปลี่ยนเสียที โดยนำเอาเหตุที่ว่ากำลังมีปัญหากับ จีนและเกาหลี เรื่องกรณีพิพาทหมู่เกาะทางใต้เข้ามาเป็นประเด็น อันที่จริงประชาชนก็ยังเข็ดกับเรื่องราวของสงครามโลกครั้งที่สอง อยู่ครับ เค้าพยายามกดไม่ให้การทหารโต […]

บล็อกผมกลายเป็นข่าวทีวี แล้วกลับมาเป็นบล็อกอีกที

    บล็อกเรื่อง ตำนานการตลาด โค้ก ในความทรงจำของผม  และเรื่อง ประวัติของกูลิโกะ ได้รับความสนใจจาก ทาง VoiceTV นำไปเป็นข่าว ก็น่าภูมิใจดีครับที่ความคิดของเรา มีคนเห็นคุณค่าและก็ต้องขอบคุณที่ทาง VoiceTV ใส่เครดิตให้ด้วยในตอนท้ายของข่าว และในเวปเพจ (ตอนแรกก็ไม่มีแต่แจ้งเวปมาสเตอร์ไป ก็เติมให้ ขอขอบคุณครับ) ดูข่าว Google : ตำนานการตลาดโค้ก VoiceTV ดูข่าว Google :  ประวัติกูลิโกะ VoiceTV   เรื่องนี้ก็ทำให้ผมคิดขึ้นมาสองเรื่องครับ 1. มันเป็นยุค Consumer generated content จริงๆคือ คนธรรมดาบ้านๆนี่แหละในยุคนี้ ที่เป็นผู้สร้างเรื่องราวเนื้อหาขึ้นมา ไม่ได้เป็นบริษัท หรือ ธุรกิจสำนักพิมพ์ ข่าวอะไรใหญ่โต อีกแล้ว เรื่องราวที่เราคิด หากเป็นประโยชน์ต่อสังคม มันก็ดี และน่าดีใจ   2. คนเราก็ภูมิใจกับอะไรง่ายๆแบบนี้ เรื่องนี้อาจจะไม่ได้เป็นเรื่องราวใหญ่โตอะไรสำหรับ ใครๆ แต่สำหรับ บล็อกเกอร์หน้าใหม่วัย 49 อย่างผม มันก็ทำให้รู้สึกดีไม่หยอกเลยครับ อันที่จริงแล้ว การทำให้ใครคนนึงมีความสุข […]

ภาพ iPad ใหม่รั่วออกมา ยังมีคนเชื่ออีกเหรอ?

    หลายปีก่อนสมัยที่ผมทำงานโฆษณาให้กับโทรศัพท์ที่ขายดีที่สุดในยุคนั้น มีการทำวิจัยเพื่อหา พฤติกรรมการเรียนรู้ข่าวสารของการออกสินค้ารุ่นใหม่ ข้อนึงจากการวิจัยพบว่า 70% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ระบุว่า รับรู้การมาของ สินค้ารุ่นใหม่ของยี่ห้อนั้น มาก่อนการเปิดตัวทุกครั้ง และ แหล่งข้อมูลคือ อินเตอร์เนท ไม่มีใครรองานเปิดตัว รอวันเปิดขายเท่านั้น   สเปคของสินค้าใหม่ ความสามารถของสินค้าใหม่ ล้วนเป็นที่รับรู้ของ ลูกค้าที่กำลังตั้งหน้าตั้งตารอรุ่นใหม่ที่จะออกมาทั้งสิ้น   การเรียนรู้ข้อมูลวิจัยนี้ ทำให้หน้าที่บทบาทของกิจกรรมทางการตลาดเปลี่ยนแปลงไป กิจกรรมการเปิดตัวสินค้า ไม่ใช่เป็นการเปิดอธิบาย Spec ของสินค้า แต่เป็นโอกาส ในการสร้างภาพพจน์ที่ทันสมัยให้กับสินค้า โฆษณาทางสิ่งพิมพ์เปลี่ยนบทบาท เป็นการสร้างภาพลักษณ์ของผู้ใช้ และ ความสุขจากการเป็นเจ้าของโทรศัพท์รุ่นใหม่   กิจกรรมการตลาดไม่ได้แค่ สร้างความรู้จัก แต่ กลายเป็นการ “เร่งการตัดสินใจ” ทำให้ การทำงานการตลาดง่ายกว่าที่จะต้องมาเริ่มจากศูนย์   ทุกวันนี้ iPhone iPad ก่อนที่จะมีการออกรุ่นใหม่จะมีข่าวรั่ว ภาพรั่วออกมาทุกครั้ง และแต่ละครั้ง อยากบอกว่า “มันเป๊ะเว่อร์เลย” เช่น iPhone 5s […]

ถ้าเราไม่มีเฟซบุค

  ถ้าโลกนี้ไม่มีเฟซบุค ……………………… ถ้าเราอยาก  ส่งรูปอาหารให้เพื่อนดู เราคงต้อง ส่งทางเมล์แล้วโทรไปบอกให้เพื่อนอ่านเมล์ เพื่อนคงขี้เกียจดู   ถ้าเราอยาก  วิจารณ์ละคร เราคงต้อง ตื่นเช้ามานั่งเมาท์กันที่ออฟฟิส บางคนก็ขี้เกียจเม้าท์แล้ว   ถ้าเราอยาก  คุยการเมืองกับคนแปลกหน้า เราคงต้อง ไปร้านกาแฟปากซอย ขอนั่งคุยกะเค้า เค้าอาจไม่คุยกะเรา เพราะกลัว   ถ้าเราอยาก  ด่าคนแบบลอยๆ เราคงต้อง แปะสติ๊กเกอร์ท้ายรถ คนที่เราอยากด่าอาจไม่เห็น   ถ้าเราอยาก ให้เพื่อนรู้ข่าวที่ลงหนังสือพิมพ์ เราคงต้อง โทรไปบอกให้ไปหามาอ่าน เพื่อนคงขี้เกียจเดินไปหาอ่าน   ถ้าเราอยาก  อวดรถยนต์คันใหม่ เราคงต้อง จอดหน้าประตูออฟฟิสให้ใกล้ที่สุด แต่คนอาจไม่รู้ว่าเป็นรถของเรา   ถ้าเราอยาก  อวดโทรศัพท์ใหม่ เราคงต้อง ห้อยคอไว้ทั้งวัน   ถ้าเราอยาก  ส่งเพลงไปจีบสาว/หนุ่ม หรือส่งให้เพื่อนๆ เราคงต้อง ส่ง CD ไปทางไปรษณีย์ บางคนอาจไม่มีเวลาเปิด   ถ่้าเราอยาก จะบ่นพึมพำไปตามประสา เราคงต้อง เดินบ่นไปตามถนนหนทาง ในที่ทำงาน จนกว่าคนจะถามว่าเราบ่นอะไร […]

เสน่ห์เชียงใหม่ จะไปทางไหนหนอ

  เมื่อสัก 10 กว่าปีก่อน เวลาที่ผมไปเชียงใหม่ ผมมักจะนึกถึงการได้ไปเห็น กาแล ไปบ่อสร้าง ไปบ้านถวาย ไปหางดง กินอาหารเหนือและขันโตก ได้ยิน เพลงที่บรรเลงโดยเครื่องดนตรีของทางเหนือ ตอกย้ำความรู้สึกที่แตกต่างทาง วัฒนธรรมอย่างชัดเจนว่า ผมมาถึงเชียงใหม่แล้ว   แต่เมื่อผมเห็นภาพนี้ทำให้ผมเริ่มคิดถึงความรู้สึกของคนสมัยใหม่ที่เดินทาง มาเชียงใหม่ ว่า ความชอบของเค้าคงต่างจากผมไปมากแล้ว โรงแรมที่เคยเป็นโรงแรมเด่นๆแห่งนึงบนถนนห้วยแก้ว ที่เคยเป็นส่วนหนึ่ง ของการนำวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของชาวล้านนามาเป็นประสพการณ์ของ ผู้มาเยือนด้วยการตกแต่งที่บอกได้อย่างชัดๆว่า เรากำลังมาใช้เวลาอยู่ที่เชียงใหม่   โรงแรมนี้กำลังทำอะไรก็ไม่ทราบ แต่ดูเหมือนว่า เสน่ห์เดิมๆของเค้าไม่ใช่สิ่ง ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวอีกต่อไป……. คำว่า Hip เข้ามาแทนที่คำว่ามนต์เมืองเหนือแล้วหรือไร โรงแรมใหม่ๆพากันโฆษณา ว่าตนเป็นโรงแรมที่ฮิปที่สุด บูติคที่สุดบนถนนเส้นนั้นเส้นนี้ ฮิปมาจากไหน ทำไมต้องฮิป ร้านกาแฟเก๋ๆ ผับและบาร์แนวเด็กแนวที่มีรูปลักษณ์ที่ทันสมัย ตกแต่งแบบสไตล์ใหม่ ได้เข้ามาเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเชียงใหม่ ลายเส้นกราฟฟิคแบบง่ายๆที่คนรุ่นใหม่กำลังนิยม โต๊ะเก้าอี้แนว Retro หรือแม้กระทั่งแนว Scandinavian กลายมาเป็นเฟอร์นิเจอร์ประจำร้านที่สะท้อน ความเป็นคนรุ่นใหม่ แนวทางการตั้งชื่อร้านก็ เกิดแนวทางการนำชื่อธรรมดามาทำให้ไม่ ธรรมดาเพื่อสะท้อนสไตล์ของร้านเพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ๆ เช่น แมว หมา […]

ญี่ปุ่นอยากมีทหารเป็นของตัวเอง…..กะเค้าบ้าง

บทความที่นิตยสาร Time ขึ้นหน้าปกล่าสุด เมื่อญี่ปุ่นจะแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อมีทหารเป็นของตัวเองอีกครั้ง หลังสงครามโลกครั้งที่2 อเมริกาบังคับให้ญี่ปุ่นห้ามมีทหาร สิ่งที่ญี่ปุ่นมีได้คือ กองกำลังป้องกันตัวเอง Self Defence Force (SDF) ญี่ปุ่นเลยไม่ ต้องใช้เงินเพื่อการทหารทำให้เอาเงินมาสร้างจนมีเศรษฐกิจใหญ่ติดอันดับต้นๆของโลก จีนเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาประกาศว่าตนเองมีขนาดเศรษฐกิจที่แซงญี่ปุ่นไปแล้ว และเริ่มที่จะท้าทายข้อพิพาทดินแดนหมู่เกาะและเริ่มใช้ศักยภาพทางทหารมากดดัน นายชินโสะ อาเบะ นายกสายเหยี่ยวจึงได้จังหวะทำสิ่งที่ตนเชื่อมั่นมานานว่า ญี่ปุ่นต้องดูแลตัวเองได้ ก็เริ่มแผนการสร้างทหารของตัวเองอีกครั้ง SDF ที่ชาวญี่ปุ่นเคยมีความคิดทัศนคติว่าเป็นพวก”เปลืองภาษี” (Tax Robberer) ก็กำลังได้รับการทำประชาสัมพันธ์ขนานใหญ่ และเริ่มเป็นที่ชื่นชอบของชาวญี่ปุ่นขึ้นมาแล้ว จากเหตุการณ์ที่ SDF ไปช่วยสึนามิ การมีการข่มขู่จากจีน และการมีรายการโทรทัศน์สร้างภาพลักษณ์อย่างลึกซึ้ง อเมริกาเริ่มส่งสัญญาณแล้วว่า พี่ไม่ปลื้มนะจ๊ะน้อง แต่นายชินโสะ อาเบะ ไม่สนเดินหน้าเต็มสูบรวมถึงการสานสัมพันธ์ กับฟิลิปปินส์เพื่อคานกับจีนอีกด้วย เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ต้องจับตามอง ญี่ปุ่นที่เศรษฐกิจซบเซามากว่า 20 ปี กำลังจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ครับ จับตามองครับผม อ่านต่อครับ  ญี่ปุ่นทำอย่างไร ให้ประชาชนสนับสนุนการมีทหาร

หมาสอนคนให้เป็นคน

ผมรักหมามากครับ ตอนเด็กๆพ่อผมเพาะพันธุ์หมาบ๊อกเซอร์ขาย พอมันออกลูกมา ผมและน้องสาวก็จะเล่นกับมันราวกับมันเป็นน้องของพวกเรา  เรารักพวกมันมาก ต่อมาวันนึง เรากลับมาจากโรงเรียนอนุบาล เจ้าตัวน้อยหาย ไปไหนก้นหมดเราสงสัย และวิ่งหารอบบ้าน ความเสียใจเริ่มเข้ามาแต่ก็ไม่นานด้วยความเป็นเด็กเราลืมมันไป อย่างรวดเร็วเพราะพ่อมีเงินมาซื้อของเล่นให้ ไม่นาน เจ้าแม่หมาก็มีลูกออกมา คราวนี้พ่อผมอยากให้ผมเห็นว่า มันคลอดลูกอย่างไร ไปรับผมมาจากโรงเรียนกลางคันเพราะอยากให้ได้ดูหมาขณะ ออกลูก ผมและน้องก็เล่นกับลูกๆของแม่หมาอีกครั้ง แต่แล้ววันนั้นก็มาถึง คราวนี้เราพบว่าพ่อเราขายลูกหมาน้องๆของ เรานั้นเอง มีคนขับรถมารับลูกหมาของผมถึงหน้่าบ้านเลยครับ ผมเห็นว่า มันถูกดึงออกไปขณะที่มันกำลังกินนมแม่มันอยู่เลย  คราวนี้ผมและน้องรู้แล้วว่ามันหายไปไหนกัน ผมและน้องไม่สามารถจะทำอะไรได้ นอกจากวิ่งไล่ตามรถคันนั้นไปจนเราวิ่งต่อไปไม่ได้ กลับมาบ้านเราก็ร้องไห้กันและโกรธพ่อมาก (พอโตขึ้นมาเราก็เข้าใจว่า พ่อไม่ได้ทำผิดอะไร ไม่ได้ทำผิดศีลธรรมด้วย) จากวันนั้น พ่อของผมก็ต้องหยุด(พฤติการณ์เพาะพันธุ์หมาบ๊อกเซอร์ขาย)เพราะทนไม่ได้ที่จะเห็นลูกเสียใจได้ขนาดนั้น (ผมว่าผมรักพ่อมากที่พ่อคิดแบบนั้น) แต่พ่อก็หมดรายได้ดีๆจากการเพาะพันธุ์หมาไป แต่เราสองคนพี่น้องก็ไม่เข้าใจอะไรมากไปกว่า รู้ว่า ลูกหมาครอกต่อไป ก็เติบโตอยู่ใน บ้านของเราทุกตัว จนมันทั้งหมดจากโลกไปตามอายุขัย เพราะพ่อรับภาระการเลี้ยงดูหมาพันธุ์ดีทั้งหมดโดยที่ไม่มีรายได้เสริมจากการขายลูกสุนัขได้อีก จากนั้น ก็เป็นยุคของ หมาที่เราเก็บมาเลี้ยงจากข้างถนน เพราะเราไม่มีเงินมาก แต่ เราขาดหมาไม่ได้ก็เก็บมันมาเลี้ยงละกัน ผมเติบโตมากับการมีหมาทุกช่วงอายุของผม ผมมีความคิดเสมอว่า หมายิ้มได้ ดีใจได้ น้อยใจเป็น โมโหเป็น […]

What is this?

จุดกำเนิด 7-11

  จุดเริ่มต้นของร้าน 7-Eleven เกิดจากโรงงานผลิตน้ำแข็งที่ชื่อว่า Southern Ice ที่ทำการขายน้ำแข็งโดยมีการส่งตรงถึงผู้ซื้อด้วย ต่อมาในปี 1927 เจ้าของโรงงานเกิดนึกขึ้นมาได้ว่า ความเย็นที่เกิดจากน้ำแข็งที่เก็บไว้ขาย สามารถทำการรักษาความสดของ ไข่ นมและอาหารสดอย่างอื่นได้เป็นอย่างดี ก็เลยเอาไข่ นม และ อาหารสดเหล่านั้นมาขายด้วยเลย ตอนนั้นเรียกชื่อร้านว่า ร้าน Tote’m ต่อมา ได้เปลี่ยนเวลาเปิดร้านเป็น 7โมงเช้าและปิดตอน 5 ทุ่ม หรือ 11 pm จึงได้ทำการเปลี่ยนชื่อเป็น 7-11 เสียเลย ที่ทำการเปิดเวลานี้เพราะ สมัยน้ันร้านขายของจะเปิดทำการกันสายมาก ลูกค้าที่ต้องการซื้อของตอนเช้ามีความลำบาก และมักจะรีบปิดตอนเย็นๆ ทำให้ลูกค้าที่ต้องการของตอนเช้ากับตอนดึกไม่สดวก จุดการเปลี่ยนเวลาขายนี้เองกลายเป็นจุดเด่นของ 7-11 ในที่สุด บรรยากาศวันเปิดร้าน 7-11 ในราวปี 1950 กว่าๆ เปิดตอนค่ำเพื่อสะท้อนการเป็นร้านที่เปิดถึง ห้าทุ่ม หรือ 11.00 pm นี่เอง ผู้จัดการร้านเท่ห์ไหมล่ะ สังเกตุดูมีสเลอร์ปี้ด้วยครับ และสังเกตุชื่อร้่านในยุคนั้นสิครับ โฉมหน้า ผู้ก่อตั้ง 7-Eleven นาย […]

บทความการตลาดอ่านง่าย ตอน สร้างแบรนด์ มันคืออะไรกัน

  อยากยกตัวอย่างเพื่อการเข้าใจง่ายๆแบบนี้ครับ ลองนึกถึงวันที่เราเข้ามหาวิทยาลัยวันแรก เพื่อนๆทุกคนวันนั้นล้วนแต่เป็นแค่ คนๆนึงที่เราไม่สามารถแยกแยะอะไรได้เลย (Commodity Brand) รุ่นพี่ก็จับให้เราทำกิจกรรม เราเริ่มแนะนำชื่อกัน (Trade Mark/ Brand) แต่เราจำไม่ได้หรอก เพื่อนใหม่เยอะเกิน แถมชื่อกับหน้ามันไม่สัมพันธ์กันเลย แต่เราจะเริ่มจำบุคลิก (Brand Character) เช่น อ้วน /ยัยเปีย /หยิก /ผอม /แหบ /เตี้ย /หล่อ /อวบ อะไรก็ว่าไปที่เราเริ่มเห็นความแตกต่างของพวกเค้า ต่อมาพอได้เรียนด้วยกันสักพัก เราเริ่มจดชื่อได้แต่เราก็จะจับชื่อเพื่อนมาเชื่อมโยงกับบุคลิก เช่น “จิ๋ม”ผมหยิก (จำว่าจิ๋มหยิก) /เพื่อนชื่อ”จัง”ชอบมาสายเราก็เรียกว่า “สายจัง” / “แดร็ก”ตัวอ้วนเราก็จำได้ว่า “แดกจนอ้วน” /บางคนชื่อ”สำเริง”แต่มีรถมาส่งทุกวัน เราก็เรียกว่า “สำรวย” เหล่านี้คือการเชื่อมโยงสิ่งรอบๆตัวเพื่อนเข้ากับชื่อของเพื่อนแต่ละคน ( Brand Association) ทำให้เราเริ่มจำได้มากขึ้น ตอนนี้เพื่อนใหม่ที่เราเคยแยกหน้าตาไม่ออก ก้อเริ่มมีความแตกต่างเด่นชัดขึ้น (Brand Identity) เช่น เพื่อนบางคนที่ชื่อเหมือนๆกันหน้าตี๋เหมือนๆกันมาจากโรงเรียนเดียวกัน เราก็เริ่มแยกออกว่า ไอ้โย่งเล่นบาส กับ ไอ้โย่งเล่นดนตรี […]

%d bloggers like this: